facebook ครีมหน้าใส Lafilletwiter ครีมหน้าใส LafilleInstagram ครีมดารา Lafille
หน้าแรกครีมหน้าใส Lafilleผลิตภัณฑ์ครีมดารา Lafilleบทความครีมเกี่ยวกับครีมดารา Lafille
     
ครีมกันแดด  
   
แสงแดดกับเม็ดสี
     

แสงแดด เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ แสงแดดให้ทั้งความอบอุ่นและพลังงาน หากไร้ซึ่งแสงก็คงจะไม่มีต้นไม้ ไม่มีออกซิเจนให้เราใช้หายใจ แต่แสงแดดก็มีอันตราย โดยเฉพาะแสงอัลตราไวโอเล็ต ซึ่งจะมีมากที่สุดช่วงแดดจัดๆ ตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น.ดังนั้นจึงควรหลบแดดในช่วงเวลาดังกล่าว
     
      ในมนุษย์เรา พบว่าแสงก็มีความสำคัญมากเช่นกัน แสงแดดมีความสำคัญในการสร้างวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก หากขาดแสงแดดนาน ๆ เช่น คนไทยที่ผิวคล้ำไปอาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ก็อาจทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนขึ้นมาได้ หากคนเราได้รับแสงแดดน้อยเกินไป อาจมีปัญหานอนไม่หลับ หรือภาวะซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร ในฤดูหนาวประชากรมักเป็นโรคซึมเศร้าได้บ่อย ผลของการที่โดนแดดที่ผิวหนังคือ ผิวหนังจะแดงขึ้น คือเป็นภาวะผิวไหม้นั่นเอง ในคนบางคน ผิวอาจจะคล้ำขึ้นทันที บางคน ต้องโดนแดดต่อเนื่องระยะหนึ่งแล้วผิวจะค่อย ๆ คล้ำขึ้น
 
แสงแดดมีส่วนประกอบสำคัญหลายส่วนด้วยกัน คือ

  • แสงช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  • แสงอัลตราไวโอเล็ต
  • คลื่นไมโครเวฟ

ช่วงคลื่นที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวมากที่สุดคือแสงอัลตราไวโอเล็ต อัลตราไวโอเล็ตแบ่งเป็น 3 ช่วงคลื่นใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ชนิดเอ บี และซี แสงอัลตราไวโอเล็ตซีจะเป็นแสงที่อันตรายที่สุด แต่ถูกกรองโดยบรรยากาศชั้นโอโซน ไม่มีตกมาถึงผิวโลก แสงอัลตราไวโอเล็ตเอจะมีผลทำให้ผิวคล้ำ ส่วนอัลตราไวโอเล็ตบีจะทำให้ผิวแดงหลังจากโดนแสง แสงอัลตราไวโอเล็ตจะมีมากที่สุดช่วงแดดจัด ๆ ตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น. ดังนั้น จึงควรหลบแดดช่วงดังกล่าว

การที่ผิวคล้ำเกิดจากเม็ดสีเมลานินที่สร้างขึ้นโดยเซลล์สร้างเม็ดสีที่เรียกว่าเมลาโนไซท์ ที่จริงแล้วเมลาโนไซท์ไม่ได้มีแต่ที่ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังพบเซลล์สร้างเม็ดสีในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ได้แก่ เส้นผม เยื่อบุชั้นในของดวงตา หูชั้นใน ต่อมหมวกไต และในสมองบางส่วน เม็ดสีนอกจากพบในคนแล้ว ยังพบในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อราด้วย

หน้าที่ของเม็ดสี (เมลานิน) มีอยู่ด้วยกันหลายประการ

  • สำหรับที่ผิวหนังเม็ดสีมีความสำคัญในการให้สีกับผิวหนัง และป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเล็ต
  • ส่วนในดวงตา เม็ดสีเป็นตัวทำให้ดวงตามีความมืดสนิท ซึ่งมีความจำเป็นต่อการมองเห็นและยังป้องกันอันตรายของเซลล์รับสีในจอประสาทตาจากรังสีอัลตราไวโอเล็ต
  • ในหูชั้นใน เชื่อว่ามีเมลานินเนื่องจากเป็นสิ่งดูดซับเสียงที่มีความไวที่สุดในโลก

นอกจากนั้นเมลานินยังมีหน้าที่สำคัญในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ ในหมีขั้วโลก แม้จะมีขนสีขาวโพลนให้กลืนกับสิ่งแวดล้อม หนังของหมีขั้วโลกจะมีสีดำสนิทเพื่อเก็บกักความร้อน ในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ใช้เมลานินเพื่อทำลายจุลชีพเมื่อมีการติดเชื้อ ส่วนเชื้อราบางชนิด เมื่อมีเมลานินก็สามารถก่อให้การติดเชื้อรุนแรงในมนุษย์ได้ เช่น เชื้อคริบโตคอคคัสก่อให้เกิดการติดเชื้อในสมองได้ เป็นต้น

เซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ในชั้นล่างสุดของชั้นหนังแท้ เป็นเซลล์ที่มีขากระจายออกไปที่เซลล์ผิวหนังที่อยู่โดยรอบ เมลาโนไซท์จะสร้างเมลานินแล้วส่งออกไปให้แก่เซลล์ผิวหนัง โดยเมลานินจะกระจายไปอยู่เหนือต่อนิวเคลียสของเซลล์ผิวหนัง เพื่อปกป้องเซลล์จากรังสีอัลตราไวโอเล็ต เซลล์ต้นกำเนิดของเมลาโนไซท์จะอยู่ในรากผม เม็ดสีเมลานิน มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดด้วยกัน คือเมลานินที่อยู่ในเซลล์สมอง กับเมลานินที่อยู่ที่ผิวหนัง 2 ชนิด ได้แก่ยูเมลานิน และฟีโอเมลานิน ฟีโอเมลานินเป็นเม็ดสีหลักสำหรับผิวฝรั่ง ส่วนผิวคนเอเชียหรือนิโกรจะเป็นยูเมลานิน เซลล์สร้างเม็ดสีของคนทุกสีผิว จะมีจำนวนพอ ๆ กัน สิ่งที่แตกต่างก็คือเมลานินในคนผิวสีขาวจะมีขนาดเล็ก และอยู่รวมกันเป็นกระจุก ส่วนในคนผิวสีจะมีขนาดใหญ่กว่า และอยู่เดี่ยว ๆ

เมื่อผิวโดนรังสีอัลตราไวโอเล็ตจากแสงแดด ปฏิกิริยาแรกของเมลานินคือจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ผิวคล้ำขึ้นชั่วคราวได้ ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปเองอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ยังไม่ทราบความสำคัญของปฏิกิริยาดังกล่าว ถ้ายังโดนรังสีต่อ เซลล์สร้างเม็ดสีก็จะทำการสร้างเม็ดสีมากขึ้น ทำให้ผิวมีสีคล้ำขึ้น และอยู่ค่อนข้างนาน

เมื่อผิวโดนรังสีอัลตราไวโอเล็ตเป็นเวลานานๆ หลายปี จะทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนัง เกิดสีกระดำกระด่าง กระ ฝ้า หรืออาจจะทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดต่าง ๆ ได้ ส่วนมะเร็งไฝที่เกิดจากการโดนแดด จะเกิดในผิวฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ความสามารถของยูเมลานินในการปกป้องผิวจากแสงแดด หากเทียบกับคนที่มีฟีโอเมลานิน จะปกป้องผิวได้เทียบเท่ากับยากันแดดที่มีค่า SPF 10 – 15 เท่านั้น แต่สามารถปกป้องผิวจากการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ถึง 500 – 1,000 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากเชื่อกันว่าหากฟีโอเมลานินโดนแสงแดด จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น การใช้ยากันแดดที่ป้องกันรังสียูวี จะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ แต่ไม่ช่วยปกป้องการเกิดมะเร็งไฝ สำหรับผิวฝรั่งในปัจจุบัน หากต้องการหลีกเลี่ยงมะเร็งไฝ สิ่งที่ดีที่สุดคือการหลบแดด !

แม้การมีเมลานินอยู่ในผิวจะช่วยป้องกันผิวจากอันตรายของแสงแดด เมลานินก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน เนื่องจากการสังเคราะห์วิตามินดีในผิวหนัง ต้องใช้แสงแดด พบว่าเมื่อคนผิวคล้ำย้ายไปอยู่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียซึ่งมีปริมาณแสงแดดน้อย จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกอ่อนได้ค่อนข้างสูง

ฝ้าเป็นผื่นสีน้ำตาลที่ใบหน้า โดยเฉพาะที่บริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก คาง ตลอดจนแขน บริเวณที่ถูกแสงแดด รอยโรคเกิดขึ้นช้า ๆ และมักเป็นเท่ากันที่ 2 ข้างของใบหน้า โรคนี้พบบ่อยในหญิงวัย 30 – 40 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในผู้ชาย ซึ่งอาจเป็นเนื่องจากผู้ชายไม่ค่อยสนใจกับปัญหานี้ จึงไม่มาพบแพทย์

กลไกที่แท้จริงในการเกิดฝ้า ยังไม่ทราบแน่ชัด บริเวณรอยโรคพบว่าไม่มีจำนวนของเซลล์สร้างเม็ดสีต่างจากปกติ แต่เซลล์เหล่านี้จะสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นกว่าปกติ หากฉายรังสีอัลตราไวโอเล็ตไปที่ใบหน้า จะทำให้เห็นฝ้าบางชนิดชัดเจนขึ้น เชื่อว่าฝ้าที่เห็นชัดเจนขึ้น เป็นฝ้าชั้นตื้น มีเม็ดสีกระจายในชั้นหนังแท้ถึงชั้นหนังกำพร้า ส่วนฝ้าที่ไม่เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อถูกรังสีอัลตราไวโอเล็ต แต่เดิมเชื่อว่ามีเม็ดสีกระจายอยู่ในชั้นใต้หนังแท้ ปัจจุบันการศึกษายืนยันแล้วว่าการกระจายของเม็ดสีไม่มีความแตกต่างกัน แต่หากฝ้าเห็นชัดเจนขึ้นจากการฉายรังสีอัลตราไวโอเล็ต มักจะตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า

สาเหตุของฝ้า เชื่อว่าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยผิวฝรั่งจะเป็นฝ้าน้อยกว่าผิวสีมาก ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือแสงแดด รังสีอัลตราไวโอเล็ตเอและบีเป็นตัวกระตุ้นหรือทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้นได้ทั้งสิ้น

ฮอร์โมนก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้น เนื่องจากพบว่าสตรีตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิดจะเป็นฝ้าได้ง่าย หลังคลอดหรือหลังหยุดยาดังกล่าว ฝ้ามักจะจางลงไป จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศน่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า

ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญกับการเกิดฝ้า เนื่องจากพบอุบัติการณ์ของฝ้าในครอบครัวเดียวกับผู้ป่วยถึงร้อยละ 20 – 70 อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์นี้อาจเป็นอิทธิพลของพันธุกรรมหรือเป็นจากสิ่งแวดล้อมยังไม่ทราบแน่ชัดเครื่องสำอางและยาก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าได้ ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก หากรับประทานมักจะเกิดผื่นดำคล้ายฝ้าที่บริเวณใบหน้า การแพ้ส่วนผสมบางชนิดในเครื่องสำอาง เช่น สารให้กลิ่นหอมหรือสี อาจทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกันโรคทางต่อมไร้ท่ออาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝ้า พบว่าในคนที่เป็นฝ้า มีแอนติบอดีย์ต่อต่อมธัยรอยด์มากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า

ขอบคุณข้อมูลจาก... ดร.น.พ. เวสารัช เวสสโกวิท หัวหน้ากลุ่มงานพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล สถาบันโรคผิวหนัง
     

     
     

Copyright 2013 Lafille' , All rights reserved. Google+