facebook ครีมหน้าใส Lafilletwiter ครีมหน้าใส LafilleInstagram ครีมดารา Lafille
หน้าแรกครีมหน้าใส Lafilleผลิตภัณฑ์ครีมดารา Lafilleบทความครีมเกี่ยวกับครีมดารา Lafille
     
ครีมกันแดด  
   
ไขข้อข้องใจเรื่องครีมกันแดด
     

ปัจจุบันครีมกันแดดกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องผิวทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพราะเป็นที่ทราบดีว่าแสงแดดซึ่งร้อนแรงขึ้นทุกวันเป็นที่มาของฝ้า กระ ริ้วรอย และจุดด่างดำที่ไม่พึงปรารถนา แล้วควรใช้ครีมกันแดด ชนิดไหนดี? SPF เท่าไหร่? ทำไมทาแล้วหน้าดำคล้ำ? เป็นคำถามที่หลายคนยังข้องใจอยู่

ปัจจุบันมีครีมกันแดดให้เลือกหลายชนิดชนิดของครีมกันแดด แบ่งคร่าว ๆ มีด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ

1. ครีมกันแดดกายภาพ (Phsical Sunscreen) ประกอบด้วยสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เสมือนเกราะ เมื่อมีรังสียูวี จากแสงแดดตกกระทบจะทำหน้าที่สะท้อนรังสีออกไปจากผิว ได้แก่ Titanium Dioxide , Ziinc Oxide ปัจจุบันมีการพัฒนาโดยทำให้สารกันแดดเหล่านี้มีความละเอียดมากขึ้น เรียกว่า Microfined Titanium Dioxide หรือ Zinc Oxide ให้เนื้อครีมละเอียดและไม่ทิ้งคราบขาวไว้มากนัก

2. ครีมกันแดดเคมี (Chemical Sunscreen) เป็นสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจากรังสียูวี เป็นความร้อนและสลายบริเวณผิว

2.1 UVA sunscreen เช่น Benzophenones ,Parsol 1789, Merxoryl SX

2.2 UVA sunscreen
เช่น PadimateO ,non-PABA

ปัจจุบันนี้ครีมกันแดดที่ดีควรมี sunscreen ทั้ง A และ B

SPF คืออะไร ควรใช้เท่าไร

SPF (Sun Protection Factor) คือค่าความสามารถของครีมกันแดด ที่ช่วยให้ผิวไม่ไหม้แดดได้นานกว่าการไม่ทาครีมกันแดดเป็นกี่เท่า

ตัวอย่างเช่น ผิวคนไทยเราหากสัมผัสแสงแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด 30 นาที ผิวจะเริ่มแสบแดงไหม้แต่เมื่อใช้ครีมกันแดด SPF = 15 ก็จะป้องกันผิวไหม้ได้นาน 15x30 นาที เท่ากับประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งนั่นเอง ซึ่งก็เพียงพอที่จะป้องกันรังสียู วี

ในช่วงเวลา 9.00 – 17.00 น. จัดว่าเป็นช่วงที่มีอันตรายต่อผิวมากที่สุด แต่บางคนอาจสงสัยว่า ใช้ครีมกันแดดทุกวัน หรือทาครีมกันแดดทุกครั้งที่เล่นกีฬากลางแจ้ง แต่ทำไมผิวยังดำได้อีกล่ะ

คำตอบคือการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15 ที่ใครๆ ก็กล่าวถึงนั้น ใช่ว่าจะป้องกันแสงแดดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียเมื่อไร…. ทุกวันนี้ในสหรัฐอเมริกาได้มีการศึกษาเรื่องครีมกันแดดกันอย่างจริงจัง สรุปได้ว่า การใช้ครีมกันแดดเป็นเพียงการกรองรังสี ยู วี ในแสงแดดออกไปเท่านั้น หากแต่ไม่หมด หากแสงซึ่งตกกระทบผิวเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ การทาครีมกันแดดที่มี SPF = 15 แสงยังคงผ่านเข้าผิวได้ 100 + 5 = 6.7 % ทาครีมกันแดด SPF 30 แสงผ่านเข้าผิวได้ 100 + 30 = 3.3 % ทาครีมกันแดด SPF 40 แสงผ่านเข้าผิวได้ 100 + 40 = 2.5%

นอกจากนี้ ในทุกๆ ชั่วโมงของการทาครีมกันแดด ความสามารถในการปกป้องแสงแดดจะลดลงไปเรื่อยๆ ครึ่งหนึ่งในทุกๆ ชั่วโมง อย่างทาครีมกันแดด SPF 15 เมื่อผ่านเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง สาม สี่ SPF จะลดลงเหลือ 7.5 % 3.75 % และ 1.88 % ตามลำดับ จนหายไปในที่สุด

ความเข้าใจเดิมที่ว่าการใช้ครีมกันแดดซึ่งมีค่า SPF มากกว่า 15 ก็เพียงพอ โดยตัดสินจากระยะเวลาในการปกป้องผิวเริ่มเปลี่ยนไป ขอแนะนำว่าครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวได้ดี (Ideal Dioxide) ควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30

การเลือกครีมกันแดดควรเลือกที่มี Physical Sunscreen(Microfined Titanium Dioxide) + Sunscreen UVA (Parsol 1789) + Sunscreen UVB (Padimate O)

เช่น สูตร Microfined Titanium Dioxide + Parsol 1789 + Padimate O และควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ (มากกว่า 15) ที่ สำคัญคือทาแล้วเนียนเข้ากับผิวได้

ขอบคุณข้อมูลจาก... www.ram-hosp.co.th
     
     

Copyright 2013 Lafille' , All rights reserved. Google+