facebook ครีมหน้าใส Lafilletwiter ครีมหน้าใส LafilleInstagram ครีมดารา Lafille
หน้าแรกครีมหน้าใส Lafilleผลิตภัณฑ์ครีมดารา Lafilleบทความครีมเกี่ยวกับครีมดารา Lafille
     
ครีมหน้าขาวใส  
   
"ฝ้า" รอยเปื้อนร้ายบนใบหน้า
     

"ฝ้า" คือแผ่นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มบนใบหน้า มักพบที่แก้ม หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปากและคาง นอกจากนี้ อาจพบได้ที่คอและแขนด้านนอก พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะในระหว่างการตั้งครรภ์ และในวัย 30 และ 40 ปีขึ้นไป

ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีซึ่งอยู่ในชั้นหนังกำพร้ามีการสร้างเม็ดสีเมลานินออกมามากผิดปกติ และส่งเม็ดสีให้เซลล์ผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมากกว่าปกติด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า

ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ เช่น ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน และการได้รับฮอร์โมนจากภายนอกร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นฝ้าได้มาก เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่

แสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกระตุ้นเซลล์ให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น ทำให้เกิดฝ้า และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฝ้าเข็มขึ้นอีกด้วย เชื่อว่าเกิดจากแสงอัลตราไวโอเลต A,B และ Visible Light จึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.

ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้

ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่โรคแอลดิสัน ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้เช่นกัน

พันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในผู้ที่เป็นฝ้าที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน

ผลข้างเคียงจากยา
เช่น ยากันชัก เป็นต้น

วิธีการรักษาฝ้า

ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก(เวลาอยู่กลางแจ้งควรใส่หมวกหรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรงๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอาง ที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่าเครียด

การใช้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี โดยไม่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี และเร่งเซลล์ผิวหนังชั้นบน ซึ่งมีเม็ดสีเมลานินที่สร้างขึ้นมาแล้วให้หลุดลอกออกไป (ยารักษาฝ้าในปัจจุบันมักประกอบด้วยสารหลายชนิด ที่สำคัญคือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) กรดวิตามินเอ และสเตอรอยด์เป็นยารักษาฝ้าที่มีประสิทธิภาพดี แต่อาจเกิดผลข้างเคียงจากการระคายเคืองได้ จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์)

การป้องกันไม่ให้เกิดฝ้ามากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันสุง

หลีกเลี่ยงการได้รับฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด, เครื่องสำอาง และน้ำหอมที่มีฮอร์โมนหรือสเตอรอยด์เป็นส่วนผสม

การลอกฝ้าควรใช้ในรายที่แพทย์เห็นสมควร โดยใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนนขนาด 2-4% ทาวันละ 2 ครั้งจะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขนแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน(ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้

ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา(PABA ซึ่งย่อมาจาก Para-amin Benzoic Acid) ทาตอนเช้าหรือก่อนออกแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง(Sun Protective Factior/SPF) มากกว่า 15 ขึ้นไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิวหรือแพ้ได้ โดยทั่วไปมักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีก ถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็นโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนัง

การใช้แสงเลเซอร์ ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับฝ้า

1. ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์โดยการกิน หรือฉีดยาคุมกำเนิด อาจหายได้เองหลังคลอด หรือหลังหยุดใช้ยาคุมกำเนิด(อาจใช้เวลาเป็นสองเท่าของระยะเวลาที่กินยาคุมกำเนิด เช่น ถ้ากินยาอยู่นาน 1 ปี ก็อาจใช้เวลาถ้า 2 ปี กว่าฝ้าจะหาย)

2. ฝ้า อาจมีสาเหตุจากโรคที่ซ่อนเร้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน เป็นต้น นอกจากนี้ โรคเอสแอลอี ก็อาจมีผื่นแดงขึ้นที่แก้มคล้ายรอยฝ้าได้ ดังนั้นถ้าพบมีอาการผิดสังเกตอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ปวดข้อ ผมร่วง เป็นใช้เรื้อรัง เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

3. ยารักษาฝ้าบางชนิดอาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี(Melanocytes) ทำให้หน้าขาววอก เป็นรอยแดง หรือเป็นรอยด่างอย่างน่าเกลียด ดังนั้นจึงควรระมัดระวังอย่าซื้อยาลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที ยาลอกฝ้าที่ผสมสารปรอทอาจทำให้ฝ้าจางลง แต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนังและในร่างกายได้

4. ในการรักษาฝ้า อาจต้องใช้เวลานานเป็นแรมเดือน หรืออาจไม่มีทางรักษาให้หายขาด
เพียงแต่ใช้ยากันแสงและยาลอกฝ้าทาไปเรื่อยๆ ถ้าหยุดยาอาจกำเริบได้ใหม่ สำหรับฝ้าที่อยู่ตื้อๆ(สีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม) มักจะรักษาได้ผลดีแต่ฝ้าที่อยู่ลึก(สีน้ำตาลเทาหรือสีดำ) อาจได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย

5. การลอกหน้า ขัดผิว ตามร้านเสริมสวยทั้งน่ากลัวแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การแพ้ส้มผัส จึงไม่แนะนำให้ไปลอกหน้า ขัดผิว

ขอบคุณข้อมูลจาก... หนังสือ First
     
     

Copyright 2013 Lafille' , All rights reserved. Google+